มันหอมระเหย (Essential Oil) คืออะไร? พร้อมประโยชน์และวิธีสกัด
อัปเดตเมื่อ 14 ก.ย.

หลายคนคุ้นเคยกับน้ำมันหอมระเหยในฐานะตัวช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในบ้านหรือสถานที่ต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้ว น้ำมันหอมระเหย หรือ Essential oils คือ สารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติมากกว่าการให้กลิ่นหอมเพียงอย่างเดียว ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในวงการอโรมาเธอราพี ธุรกิจสปา และการออกแบบกลิ่นสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ
บทความนี้จะพาไปรู้จักว่าน้ำมันหอมระเหย คืออะไร มีสรรพคุณอย่างไรบ้าง พร้อมวิธีสกัดน้ำมันหอมระเหย เพื่อช่วยให้เลือกได้เหมาะสม สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของธุรกิจ และสร้างการจดจำให้ลูกค้าของแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น
Key Takeaway
น้ำมันหอมระเหย คือ สารสกัดจากพืชที่มีกลิ่นเฉพาะตัวและสามารถระเหยได้ในอุณหภูมิปกติ
Essential Oil สามารถสกัดจากดอก ใบ เปลือกผล และไม้ โดยแต่ละแหล่งให้คาแรกเตอร์กลิ่นและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
สรรพคุณหลักของน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ ช่วยผ่อนคลาย ส่งเสริมการนอนหลับ กระตุ้นระบบหายใจ ต้านแบคทีเรีย และช่วยไหลเวียนเลือด
วิธีสกัดน้ำมันหอมระเหย มีหลายรูปแบบ เช่น กลั่นด้วยไอน้ำ สกัดเย็น และสกัดด้วยตัวทำละลาย
การเลือกวัตถุดิบและกระบวนการที่เหมาะสมช่วยสร้างอัตลักษณ์และประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับแบรนด์ได้
สารบัญ
น้ำมันหอมระเหยคืออะไร มีชนิดใดบ้าง?

น้ำมันหอมระเหย คือ สารประกอบที่ได้จากการสกัดส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยมีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน จึงทำให้แต่ละชนิดมีกลิ่นและคุณสมบัติเฉพาะตัว หรือที่เรียกว่า Essential Oil โดยสามารถแบ่งชนิดของน้ำมันหอมระเหยตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ดังนี้
น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ ให้กลิ่นหวาน ละมุน และสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น Rose, Jasmine และ Lavender
น้ำมันหอมระเหยจากใบ มักให้กลิ่นสดชื่น โปร่ง มีความเขียวหรือเย็น เช่น Eucalyptus, Peppermint และ Rosemary
น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผล ให้กลิ่นสดใส สดชื่น และมีความ Citrus สร้างบรรยากาศกระปรี้กระเปร่า เช่น Lemon, Orange และ Bergamot
น้ำมันหอมระเหยจากไม้ ให้กลิ่นอบอุ่น ลุ่มลึก และมีความเป็นธรรมชาติ เช่น Cedarwood และ Sandalwood
น้ำมันหอมระเหยกับน้ำหอม ต่างกันอย่างไร? อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำหอมได้ที่ : PERFUME 101: ความรู้เกี่ยวกับน้ำหอมขั้นพื้นฐาน ทำมาจากอะไร และมีกี่ประเภท
สรรพคุณของน้ำมันหอมระเหย มีอะไรบ้าง
น้ำมันหอมระเหยมีสรรพคุณแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชและองค์ประกอบทางเคมี จึงควรพิจารณาข้อมูลของแต่ละชนิดก่อนนำไปใช้ โดยสรรพคุณและประโยชน์หลัก ๆ ของ Essential Oil มีดังนี้
1. สร้างบรรยากาศและความผ่อนคลาย
น้ำมันหอมระเหยบางชนิดถูกนำมาใช้ในงาน Aromatherapy และ Wellness เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเหมาะกับการพักผ่อน โดยสารประกอบและกลิ่นของ Essential Oil แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และศึกษาข้อควรระวังก่อนใช้งาน
2. เพิ่มเอกลักษณ์ให้พื้นที่
น้ำมันหอมระเหยสามารถนำมาใช้ร่วมกับระบบกระจายกลิ่น เพื่อสร้างบรรยากาศและเอกลักษณ์ด้านกลิ่นให้กับโรงแรม สปา ร้านค้า หรือพื้นที่บริการ ช่วยให้พื้นที่มี Character ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับประสบการณ์ที่ต้องการนำเสนอ
3. ช่วยสร้างกลิ่นเฉพาะให้กับแบรนด์
Essential Oil เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญสำหรับการออกแบบกลิ่น สามารถนำมาผสมกับวัตถุดิบกลิ่นอื่นเพื่อสร้าง Character ที่มีความซับซ้อน พร้อมกำหนด Mood & Tone ให้สอดคล้องกับ Brand Identity ของแต่ละแบรนด์
4. เชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
กลิ่นสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกและความทรงจำได้ น้ำมันหอมระเหยจึงมีบทบาทในการออกแบบประสบการณ์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการใช้กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศและ Brand Identity
5. ใช้ในผลิตภัณฑ์และงาน Aromatherapy
น้ำมันหอมระเหยสามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ เช่น Aroma Oil, Room Spray, Reed Diffuser และผลิตภัณฑ์ด้าน Wellness รวมถึงนำไปประยุกต์ใช้ในงาน Aromatherapy ได้ โดย Essential Oil บางชนิดได้รับการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านต่าง ๆ เช่น ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นระบบทางเดินหายใจ หรือช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น จึงมีการนำมาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศและส่งเสริมการผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันหอมระเหยต้องใช้อย่างระมัดระวังเนื่องจากหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ในผู้ที่แพ้สารประกอบบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นควรศึกษาวิธีใช้ รวมถึงข้อควรระวังของน้ำมันแต่ละชนิดก่อนใช้งาน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อเลือกสูตรและความเข้มข้นให้เหมาะกับการใช้งาน
สนใจผลิตภัณฑ์ Aromatherapy ขอแนะนำก้านไม้หอมกระจายกลิ่น สร้างเอกลักษณ์ให้ทุกแบรนด์ ดูเพิ่มเติมที่ : Diffuser ก้านไม้หอม
วิธีสกัดน้ำมันหอมระเหย ทำได้ยังไงบ้าง?

การสกัดน้ำมันหอมระเหย ที่นิยมใช้หลักๆแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยวิธีทำน้ำมันหอมระเหยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติส่วนของสารประกอบที่ต้องการและประเภทของพืชที่นำมาสกัด ดังนี้
สกัดด้วยไอน้ำ (Steam Distillation Process) คือ เป็นวิธีการผลิตน้ำมันหอมระเหยที่ได้รับความนิยม ทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นระบบที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน และสามารถใช้กับพืชได้หลายประเภท พืชที่นิยมนำมาสกัดด้วยวิธีนี้ เช่น ลาเวนเดอร์, เปปเปอร์มินต์, ทีทรี, พิมเสน และ ยูคาลิปตัส เป็นต้น ประเภทของวัตถุดิบที่นำมาใช้สกัดสามารถใช้ได้หลากหลาย เช่น ใบ, ดอก, เปลือกไม้, รากไม้ และเมล็ด เป็นต้น ในหม้อกลั่นส่วนของวัตถุดิบจะอยู่เหนือส่วนของน้ำ เมื่อน้ำระเหยเป็นไอน้ำจะไหลผ่านวัตถุดิบและนำสารประกอบขึ้นไปจนถึงส่วนควบแน่นทำให้เราได้สารประกอบสองส่วนคือ สารประกอบที่ละลายในน้ำ (Hydrosol) และสารประกอบที่ละลายในน้ำมัน (Essential Oil) ปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากวัตถุดิบคือ อุณหภูมิที่นำมาใช้จะส่งผลต่อสลายตัวของสารสำคัญที่ต้องการนั้นหรือไม่ และ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยววัตถุดิบมีผลต่อกลิ่นและสารประกอบที่ได้รับ
สกัดเย็น (Cold-Press or Expression Process) คือ กระบวนการบีบอัดโดยไม่ใช้ความร้อน วัตถุดิบที่นำมาใช้ส่วนมากเป็นกลุ่มเปลือก หรือ ส่วนที่มีน้ำมันปริมาณมากพอ อาทิเช่น เปลือกส้มและเปลือกมะนาว เป็นต้น กระบวนการนี้ข้อดีคือ สารประกอบสำคัญไม่ถูกความร้อนสลาย แต่พืชหลายชนิดไม่เหมาะสำหรับการใช้กระบวนการนี้
สกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction Process) คือ กระบวนการสกัดวัตถุดิบด้วยตัวทำละลาย อาทิ เช่น Hexane, Acetone หรือ Supercritical Carbon Dioxide เนื่องจากวัตถุดิบบางประเภทไม่สามารถใช้กระบวนการกลั่นด้วยไอน้ำได้เพราะจะทำให้สารสำคัญบางชนิดหรือน้ำมันหอมระเหยกลุ่ม Top Note ที่ต้องการสลายไป

TIPS:
มีการศึกษาส่วน Hydrosol ของ โป๊ยกั๊ก, ยี่หร่า, ออริกาโน่ และ ไทม์ จะมีสารสำคัญที่ที่ช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย และยับยั้งแบคทีเรียได้มากถึง 15 สายพันธุ์ ซึ่งบางอุสาหกรรมใช้ในการบูดของอาหาร เช่น ออแกนิคฟาร์ม ดังนั้นผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าสินค้านั้นปลอดภัยจากสารเคมี
วัตถุดิบอะไรที่นิยมนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย และสกัดมาจากส่วนไหนบ้าง?
เปลือกไม้ (Bark)
Cassia
Cinnamon
Sassafras
เบอร์รี่ (Berry)
Allspice
Juniper
ดอกไม้ (Flower)
Cannabis
Chamomile
Clary sage
Clove
Hops
Hyssop
Jasmine
Lavender
Manuka
Marjoram
Orange
Pelargonium (Scented geranium)
Plumeria
Rose
Ylang-ylang
ส่วนใบ (Leaves)
Basil
Bay leaf
Buchu
Cinnamon
Common sage
Eucalyptus
Guava
Lemon grass
Melaleuca
Oregano
Patchouli
Peppermint
Pine
Rosemary
Spearmint
Tea tree
Thyme
Tsuga
Wintergreen
เปลือก (Peel)
Bergamot
Grapefruit
Lemon
Lime
Orange
Tangerine
ยางไม้ (Resin)
Benzoin
Copaiba
Frankincense
Labdanum
Myrrh
เหง้า (Rhizome)
Galangal
Ginger
รากไม้ (Roots)
Valerian
เมล็ด (Seeds)
Anise
Buchu
Celery
Cumin
Flax
Nutmeg oil
ไม้ (Woods)
Agarwood
Camphor
Cedar
Rosewood
Sandalwood
คำถามที่พบบ่อย
น้ำมันหอมระเหยใช้กับเครื่องดิฟฟิวเซอร์ได้ไหม
สามารถใช้ได้ แต่ควรตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องก่อนทุกครั้ง เนื่องจากเครื่องแต่ละประเภทออกแบบมาแตกต่างกัน และไม่ควรนำน้ำมันหอม (Fragrance Oil) มาใช้แทน Essential Oil หากผู้ผลิตเครื่องไม่ได้ระบุว่ารองรับ เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่อง
น้ำมันหอมระเหยกับน้ำมันหอมต่างกันอย่างไร?
น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ได้จากพืชและมีองค์ประกอบทางกลิ่นตามธรรมชาติของวัตถุดิบ ส่วน น้ำมันหอม (Fragrance Oil) เป็นสารผสมที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างกลิ่นตามต้องการ จึงสามารถออกแบบกลิ่นให้มีความหลากหลายมากกว่า ทั้งสองประเภทจึงมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์การใช้งานแตกต่างกัน
น้ำมันหอมระเหย เลือกกลิ่นที่ใช่ สะท้อนตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
น้ำมันหอมระเหยไม่ได้มีบทบาทเพียงเรื่องความหอม แต่ยังเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญสำหรับการออกแบบประสบการณ์ผ่านกลิ่น ทั้งในผลิตภัณฑ์ พื้นที่ และธุรกิจบริการ การเลือกวัตถุดิบและองค์ประกอบของกลิ่นจึงควรสอดคล้องกับ Character และ Brand Identity
Scent and Sense คือผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นที่พร้อมช่วยแบรนด์ของคุณออกแบบ Signature Scent ที่สะท้อนตัวตนได้อย่างลงตัว ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการ และการให้บริการแบบ one-stop solution ตั้งแต่การออกแบบกลิ่น การเลือกบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตสินค้าจบในที่เดียว หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาด้านกลิ่นที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ เราพร้อมพูดคุยและค้นหาความเป็นไปได้ที่เหมาะสมในการออกแบบกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าของคุณไปด้วยกัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
LINE @Perfumefactory


























ความคิดเห็น